ลูกดู Youtube นาน มีผลทำให้สายตาของลูกเสียหรือไม่

ยุคดิจิทัลคือโลกปัจจุบันที่เด็ก ๆ เกิดมาก็ต้องสัมผัสกับเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มีข้อดีในเรื่องการเรียนรู้สู่โลกกว้างของเด็ก ๆ แต่เมื่อพูดถึงข้อเสียก็ต้องหวั่นใจ เพราะการที่ปล่อยให้ลูกน้อยอยู่กับหน้าจอสิ่งเหล่านี้นานเกินไป มีผลเสียต่อสายตาของเด็ก ๆ มากมายทีเดียว ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงผลของการจ้องจอนาน ๆ จนทำให้เสียสายตาและผลกระทบอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้น รวมถึงเคล็ดลับการดูแลสายตาให้ลูกน้อยกัน

ดูอย่างไรให้เกิดประโยชน์

อย่างที่บอกว่าข้อดีของการดูยูทูปหรือสื่อออนไลน์ต่าง ๆ นั้นยังมี แต่เราควรจัดสรรให้พอดี และไม่ส่งผลเสียต่อลูกน้อย ในความจริงแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีผลเสียแค่สายตาเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงปัญหาด้านอารมณ์ สังคม และสมาธิ มีคำแนะนำจากสมาคมกุมารเวชศาสตร์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกาว่า ไม่แนะนำให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบเล่นคอมพิวเตอร์ เนื่องจากไม่มีประโยชน์ในแง่พัฒนาการของเด็ก สำหรับเด็กที่อายุมากกว่า 2 ขวบ คุณพ่อคุณแม่ควรจำกัดการใช้คอมพิวเตอร์รวมทั้งอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ต่าง ๆ ไม่ให้เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน แต่อย่างไรก็ตามหากปล่อยให้ลูกดูจอติดต่อกันนาน ๆ ถึง 2 ชั่วโมง ก็อาจทำให้เกิด CVS ได้

ทำความรู้จัก CVS

การปล่อยให้เด็ก ๆ ใช้ตามองดูสิ่งของที่ใกล้ตลอดเวลาอาจมีผลทำให้เกิดสายตาสั้นได้ รวมทั้งเกิดอาการเมื่อยล้าสายตา หรือ Computer Vision Syndrome (CVS) คือกลุ่มอาการทางตาที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์มากเกินไป เช่น ปวดตา ตาล้า แสบตา ระคายเคืองตา ตาแดงเป็น ๆ หาย ๆ ตามัว ตาแห้ง เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันอาการนี้ไม่ได้พบเฉพาะในผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังพบในเด็กเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรจำกัดเวลา เช่น ให้เล่นเพียงแค่ 20-30 นาที แล้วให้หยุดพักสายตา เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากแสงสีฟ้าจากหน้าจอ

แสงสีฟ้า ทำลายสายตาจริงหรือ ?

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจในเรื่องของแสงกันก่อน แสงตามธรรมชาติแบ่งประเภทตามความยาวของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
แสงอัลตราไวโอเลต เป็นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้น ส่วนมากมักถูกสกัดกั้นที่กระจกตาและเลนส์ตา มีน้อยมากที่จะทะลุไปที่จอประสาทตา จึงไม่ค่อยส่งผลกระทบต่อจอประสาทตา ดังนั้นผู้ที่ถูกแสงอัลตราไวโอเลตมาก ๆ เช่น นักกีฬากอล์ฟ เกษตรกร อาจมีโอกาสที่จะเป็นต้อกระจกได้เร็วกว่าปกติ แต่ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการสวมแว่นกันแดด ช่วยให้ไม่เป็นต้อกระจกเร็วกว่าเวลาอันควร
แสงที่ดวงตามองเห็น ประกอบด้วยสเปกตรัมตั้งแต่สีฟ้าจนถึงสีแดง ซึ่ง “แสงสีฟ้า” ที่อยู่ในแสงที่ดวงตามองเห็นนี้ เป็นแสงที่มีความยาวคลื่นต่ำแต่พลังงานสูง และเป็นแสงที่ทำลายจอประสาทตาได้มากกว่าแสงสีอื่น
แสงอินฟราเรด ส่วนมากมักถูกสกัดกั้นที่เลนส์ตาและวุ้นลูกตา ไม่ค่อยส่งผลต่อจอประสาทตา เช่นเดียวกับแสงอัลตราไวโอเลต
มีการศึกษาทดลองในหนู โดยการฉายแสงสีฟ้าใส่ตาหนู พบว่าแสงสีฟ้าในปริมาณน้อย ๆ ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จอประสาทตา แต่เมื่อเพิ่มปริมาณของแสงสีฟ้าไปจนถึงระดับหนึ่งโดยสัมพันธ์กับเวลาที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เซลล์ในจอประสาทตา ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลให้เกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้นได้ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ถ้าดวงตาได้รับแสงสีฟ้ามากเกินไปอาจทำให้เกิดผลเสียได้ โดยส่วนใหญ่แสงสีฟ้านอกจากแสงแดดแล้วจะอยู่ในอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟในบ้าน ไฟหน้ารถยนต์ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ต ในปริมาณต่าง ๆ กันไป

สังเกตสายตาลูกน้อยเสมอ

คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสนใจเรื่องสายตาของลูกน้อยตลอดเวลา วิธีง่าย ๆ คือ ลองสังเกตสายตาของลูกเวลามองอะไรระยะไกล ๆ ถ้าเขาต้องหยีตามอง หรือเดินไปดูใกล้ ๆ แม้แต่การอ่านหนังสือต้องก้มอ่านแบบใกล้ ๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าสายตาของลูกเริ่มมีปัญหาแล้ว หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นความผิดปกติเหล่านี้ ควรพาลูกมาพบจักษุแพทย์ แต่ในบางครั้งแม้เด็กจะไม่มีอาการก็อาจมีภาวะสายตาผิดปกติ โดยเฉพาะที่ผิดปกติข้างเดียว ซึ่งอาจสัมพันธ์กับโรคสายตาขี้เกียจได้

อาหารบำรุงสายตาลูกน้อย

นอกจากการจำกัดเรื่องเวลาในการมองหน้าจอของลูกน้อยแล้ว โภชนาการอาหารต่าง ๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยบำรุงสายตาให้เขาได้ ซึ่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อสายตามีดังนี้
วิตามินเอ ช่วยในการสร้างเม็ดสีสำหรับการมองเห็นภาพในที่มืด นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อการรักษาเยื่อบุตาขาว และยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันเชื้อโรคของร่างกายทำงานได้ดีอีกด้วย อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ได้แก่ ตับ ไข่แดง น้ำนม โดยเฉพาะน้ำนมแม่ เป็นแหล่งที่ดีที่สุดของวิตามินเอ นอกจากนี้ยังพบในผักที่มีสีเขียวเข้มและผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น ผักตำลึง ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ฟักทอง แครอท มะละกอสุก กล้วย มะม่วงสุก เป็นต้น ซึ่งจะให้สารเบต้าแคโรทีน ซึ่งโดยปกติร่างกายของเราสามารถเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนไปเป็นวิตามินเอได้ตามที่ร่างกายต้องการ
ทอรีน คือกรดอะมิโนชนิดหนึ่ง มีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้ สติปัญญาและการมองเห็นในเด็ก นอกจากนี้ทอรีนยังช่วยทำให้ทารกดูดซึมไขมันที่จำเป็นต่อสติปัญญาและการเจริญเติบโตได้ดีขึ้นอีกด้วย อาหารที่อุดมไปด้วยทอรีน ได้แก่ น้ำนมแม่ เนื้อสัตว์ต่าง ๆ และอาหารทะเล เป็นต้น
ลูทีน ช่วยปกป้องเซลล์รับภาพบริเวณจอประสาทตา ที่มีความสำคัญในการมองเห็นภาพของเราในชีวิตประจำวัน โดยลูทีนจะทำหน้าที่กรองแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตาของมนุษย์ รวมถึงดวงตาเด็กที่ยังบอบบาง และทำหน้าที่สำคัญในการต้านปฏิกิริยาอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในดวงตาได้อีกด้วย นอกจากนี้สารลูทีนยังถูกพบในสมองบริเวณที่เกี่ยวกับการมองเห็นมากกว่า 66% ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่าน่าจะมีส่วนช่วยให้คนเรามองเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น อาหารที่อุดมไปด้วยลูทีน ได้แก่ ผักใบเขียวเข้ม และผักหรือผลไม้ที่มีสีเหลือง เช่น ผักโขม ผักบล็อกโคลี พริกหยวกสีเหลือง เป็นต้น
กรดไขมัน DHA (Decosahexaenoic acid) เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสมองโดยเฉพาะด้านความจำ การเรียนรู้ และประสาทตา ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและการเชื่อมโยงของเซลล์สมอง ซึ่งจะทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณและผ่านข้อมูลระหว่างเซลล์สมองด้วยกัน ทำให้เกิดความจำและการเรียนรู้ ทั้งนี้ในสมองและประสาทตาของคนเราประกอบไปด้วยกรดไขมันหลายชนิด แต่ชนิดที่มีมากก็คือ DHA อาหารที่อุดมไปด้วย DHA ได้แก่ น้ำนมแม่ ปลาทะเล เช่น ปลาทูน่า เป็นต้น
สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสั่งซื้อน้ำมันปลาเบนไซรัป ได้ที่
ร้านขายยาชั้นนำทั่วประเทศ , ร้านวัตสันทุกสาขา และช่องทาง Online ที่
Line : @NutriMaster หรือ Click https://bit.ly/2M8dUxn
Faccebook : https://www.facebook.com/NutrimasterThailand/
IG : NutriMaster_Official
https://www.bainsyrup.com
กลับ